จิตวิทยามวลชนในตลาดหุ้น

มา

การออม ถือว่าเป็นเรื่องทำสำคัญสำหรับการดำรงชีวิตของทุกคน รวมถึงผู้ที่ทำงานประจำหรือ มนุษย์เงินเดือน ซึ่งการออมนั้นมีหลายรูปแบบเช่น ฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ สลากออมสิน พันธบัตรรัฐบาล กองทุนรวม หรือลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน(หุ้น) ขึ้นอยู่กับระดับของการยอมรับความเสี่ยงของแต่ละคน โดยถ้าต้องการผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงย่อมสูงตามไปด้วย
การออมโดยลงทุนในหุ้น ถือเป็นการออมที่มีผลตอบแทนสูงที่สุด แต่ก็มีความเสี่ยงสูงสุดเช่นกัน ซึ่งการลดความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้น คือต้องติดตามข่าวสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง นโยบายต่างๆของภาครัฐ และต้องศึกษาเพิ่มเติมด้านการลงทุน โดยมีหลักการกว้างๆ 3 อย่างคือ
1. รู้จักและเข้าใจปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental)
2. รู้จักและเข้าใจเรื่องจังหวะซื้อขาย จังหวะเข้าออกด้วยกราฟเทคนิค (Technical)
3. รู้จักและเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการการลงทุน (Portfolio Management)
แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่เกิดขึ้นทุกวันในตลาดหุ้นและถือเป็นเรื่องที่สำคัญ นั่นคือเรื่องที่4
4. รู้จักและเข้าใจเรื่องจิตวิทยามวลชนในตลาดหุ้น (Mass Psychology in the Stock Market)
โดยเรื่องจิตวิทยามวลชนถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะการซื้อขายหุ้นแต่ละครั้งเต็มไปด้วย อารมณ์ ความรู้สึก แรงผลักดันทางจิตวิทยา ซึ่งเราจะมาพิจารณารายละเอียดกันต่อไป

หลักการพอสังเขป

ก่อนที่เราจะมาพิจารณา ทางด้านจิตวิทยามวลชนในตลาดหุ้นนั้น มาดูหลักการพอสังเขปทางด้าน Fundamental Technical และ Portfolio Management

1.   ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental) การซื้อหุ้นเปรียบเหมือนการซื้อธุรกิจ ดังนั้นศึกษาหุ้นแต่ละตัว ว่ามีงบการเงิน กำไร ขาดทุน กระแสเงินสดในธุรกิจ รวมถึงการคาดการณ์ การเติบโตในอนาคต ซึ่งจะนำมาคำนวณมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นแต่ละตัว รวมถึงต้องศึกษาสภาพเศรษฐกิจ สังคม นโยบายภาครัฐ ทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เราสนใจ

สำหรับเซียนหุ้น ที่เน้นปัจจัยพื้นฐานที่เรารู้จักกันดี คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์(Warren Buffet) ส่วนในประเทศไทยคือ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ถือเป็นไอดอลของนักลงทุนหลายคน เป็นการลงทุนเน้นคุณค่า ( Value Investor เรียกย่อๆว่า VI ) ถ้าพูดถึงหลักการที่ ดร.นิเวศน์ มักจะกล่าวถึงเสมอคือ แก้ว 3 ประการ คือ แก้วดวงที่1 คือ เงินลงทุนเริ่มต้น แก้วดวงที่2 คือ ผลตอบแทนที่เราได้รับจากการลงทุน แก้วดวงที่3 คือ ระยะเวลาในการลงทุน ทั้ง 3 ประการนี้มีผลกับความมั่งคั่ง ในการลงทุน

2.   จังหวะซื้อขาย และเข้าออกด้วยกราฟเทคนิค (Technical) เป็นการศึกษาข้อมูลทางสถิติของราคาหุ้นแต่ละตัว ซึ่งตีความจากกราฟ โดยมีทฤษฎีดาว (Dow Theory) รองรับ ทฤษฎีนี้เกิดจากการวิเคราะห์คลื่น และกระแสน้ำทะเล รวมถึงการเก็บข้อมูลการขึ้นลงของราคาหลักทรัพย์ ของนาย Charles H. Dow คือภาพรวมของการปรับขึ้น หรือลงของราคาหุ้น เหมือนกับคลื่นและกระแสน้ำทะเล

สำหรับแนวโน้มตลาดขาขึ้นและขาลงนั้น มีการเปรียบว่าเป็นภาวะกระทิง (Bull Market) และภาวะหมี (Bear Market) โดยภาวะกระทิงเป็นการเทียบเคียงการโจมตีของกระทิงที่ขวิดคู่ต่อสู้ขึ้นด้านบน ใช้กับตลาดแนวโน้มขาขึ้น ส่วนภาวะหมี เทียบเคียงการโจมตีของหมี ที่จะตบคู่ต่อสู่ลงด้านล่าง ใช้กับตลาดแนวโน้มขาลง ดังรูป

KM603 01KM603 02

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาทางด้านกราฟเทคนิค เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์ราคาหุ้นในอนาคต ว่าเป็นอย่างไร ตรงไหนเป็นจุดเข้าซื้อ (Buy) และจุดขาย (Sell) ลักษณะของกราฟจะมีรูปแบบต่างๆ โดยในการวิเคราะห์อาจต้องใช้ตัวเลขอื่นๆประกอบด้วย และจากรูป เป็นกราฟเทคนิค สรุปพอสังเขป

3.    การบริหารจัดการการลงทุน (Portfolio Management) เป็นการจัดการพอร์ตการลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงในกลุ่มอุตสาหกรรมหลายๆกลุ่ม ซึ่งสามารถหาความรู้เพิ่มเติมจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงมีการจัดอบรมหลักสูตรระยะสั้นสามารถเข้าไปดูใน http://www.set.or.th/education/th/education.html

4.    จิตวิทยามวลชนในตลาดหุ้น (Mass Psychology in the Stock Market)

การลงทุนในหุ้น หลายคนมักจะบอกว่าก็แค่ “ซื้อถูก แล้วขายแพง ได้กำไรส่วนต่าง” แต่ความจริงแล้ว ไม่ได้ง่ายแบบนั้น คนส่วนใหญ่เล่นหุ้นมานาน ทำไมยังไม่รวย หรือไม่มั่งคั่ง มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มั่งคั่งจากการเล่นหุ้น

ในอดีตนั้นมีความเชื่อในทฤษฎีที่ว่า ตลาดหุ้นมีเหตุผล (Rational Market Theory) และสมมติฐานที่ว่า ตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพ (Efficient Market Hypothesis) แต่จากเหตุการณ์ที่ สถาบันการเงินเก่าแก่และมีชื่อเสียง ชื่อ เลห์แมน บราเธอร์ส ล้ม ปิดกิจการ แม้ว่าจะยึดหลักการเหล่านี้มาตลอดระยะเวลา 40 ปี จึงทำให้เกิดการตื่นตัว ฉุกคิดว่าสาเหตุเกิดจากอะไร

เมื่อมีการศึกษาเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้น และเก็บข้อมูลนำมาวิเคราะห์ จะเห็นบางอย่างที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) โดยนักจิตวิทยาชาวอิสราเอล 2 ท่าน คือ แดเนียล คาห์นะมัน (Daniel Kahneman) และ เอมอส เวอร์สกีย์ (Amos Tversky) แสดงให้เห็นว่า “ทางเลือกที่มีเพื่อการตัดสินใจของมนุษย์ บ่อยครั้งถูกสร้างขึ้นจากแรงผลักดันทางจิตวิทยา เพื่อสร้างและดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ชองปัจเจกบุคคลและกลุ่ม” จากงานวิจัยดังกล่าวได้สนับสนุนถึงแนวคิดเกี่ยวกับ แรงผลักดันทางจิตวิทยาของมนุษย์ซึ่งมีผลกับการซื้อขายหุ้นในตลาดแต่ละครั้ง และมีผลกับราคาของหุ้นแต่ละตัว

KM603 04

จากกราฟ แสดงถึงจิตวิทยามวลชนมีผลต่อการขับเคลื่อนตลาดหุ้น

  • ความรู้สึกมองโลกในแง่ดี โลกสวย : เป็นช่วงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ มองโลกสวย มีความโลภเมื่อผู้คนเข้ามาซื้อหุ้น ราคาหุ้นเริ่มสูงขึ้น
  • ความรู้สึกตื่นเต้นดีใจ : เมื่อราคาหุ้นสูงขึ้น เมื่อดูในพอร์ตเห็นสีเขียวก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจทำให้คนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น พากันซื้อหุ้นเพิ่มขึ้นไปอีก
  • ความรู้สึกเสียวซ่านใจราคาหุ้นสูงขึ้น ยิ่งทำให้รู้สึกดี
  • ความรู้สึกอิ่มเอมซาบซึ้งในอารมณ์ยิ่งราคาหุ้นขึ้นต่อเนื่องทำให้ คนแห่กันซื้อ ไล่ราคากันขึ้นไป และเชื่อมั่นว่าตลาดขาขึ้นและจะคงอยู่ตลอดไป
  • ความรู้สึกวิตกกังวล : เมื่อราคาหุ้นมาถึงจุดนึง ก็จะมีคนที่มีความเชี่ยวชาญ มองเห็นว่าราคาหุ้นเกินมูลค่าแท้จริงไปมาก ก็เริ่มมีการเทขายทำกำไร จนราคาหุ้นเริ่มลงมา ทำให้หลายคนเกิดความวิตกกังวล และมีคำถามมากมาย ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้
  • ความรู้สึกปฏิเสธ เมื่อราคาหุ้นเริ่มลงมาเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกสับสน ว่าเกิดจากอะไร มีข่าวหรือข้อมูลอะไร แต่เมื่อรู้สาเหตุแล้ว กลับรู้สึกปฏิเสธ ไม่ยอมรับความจริง
  • ความรู้สึกกลัวเป็นช่วงของความรู้สึกกลัว
  • ความรู้สึกซึมเศร้า เป็นช่วงเวลาแห่งความหดหู่ ซึมเศร้ากับราคาหุ้นที่ตกต่ำ
  • ความรู้สึกตื่นตระหนก เมื่อราคาหุ้นร่วงลงมาเรื่อยๆ และไม่มีทีท่าว่าจะกระเตื้องขึ้น ทำให้ขาดทุนหนัก จึงเกิดอาการตัดใจขาย เพื่อไม่ให้ขาดทุนไปมากกว่านี้
  • ความรู้สึกยอมจำนน ความรู้สึกนี้เกิดขึ้น หลังจากขายขาดทุน
  • ความรู้สึกเสียขวัญและกำลังใจ เป็นช่วงเวลาที่หลายคนยอมถอดใจ ถอนตัวจากตลาดหุ้นเลยก็มี
  • ความรู้สึกสิ้นหวัง หลายคนเล่นหุ้นด้วยเงินบัญชีมาร์จิ้น เมื่อขาดทุนทำให้เกิดหนี้สินมากมาย
  • ความรู้สึกมีความหวัง เมื่อราคาหุ้นตกต่ำมาถึงจุดนึง หากต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรือมีข่าวดีเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นๆ ก็อาจทำให้ผู้คนเริ่มกลับมาซื้อหุ้น ทำให้ราคาเริ่มขึ้นมา เป็นช่วงแห่งความหวัง
  • ความรู้สึกผ่อนคลาย เป็นช่วงเวลาที่ราคาหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้น บรรยากาศผ่อนคลายมากขึ้น และท้ายที่สุดก็กลับสู่วงจรเดิม แบบนี้เรื่อยไป

จากกราฟเป็นวงจรที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นทุกวัน ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ซึ่ง คุณณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ ผู้ก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น ได้ทำการศึกษาเหตุการณ์สำคัญๆต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น เหตุการณ์ Black Monday ปี 2530 สงครามอ่าวเปอร์เซีย เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เหตุการณ์ 9/11 ม๊อบพันธมิตรปิดสนามบิน ปี 2551 ม๊อบ กปปส. Shutdown กรุงเทพฯ ปี 2557 รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ สึนามิ ไข้หวัดนก น้ำท่วม เป็นต้น

จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของตลาดหุ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ได้สร้างทฤษฎีที่เรียกว่า ทฤษฎีทำลายเชิงสร้างสรรค์ (Creative Destruction Theory) ซึ่งเมื่อนำมาเทียบเคียงกับแต่ละเหตุการณ์แล้ว ค่อนข้างใช้ได้ผลดี มีส่วนช่วยในการตัดสินใจการซื้อขายหุ้น

สรุปแนวทางปฏิบัติ

ทฤษฎีทำลายเชิงสร้างสรรค์ (Creative Destruction Theory) 

โดยหลักๆจะเกิดขึ้นเป็น 3 ระยะ

KM603 05

ระยะที่ 1 : เป็นช่วงที่วิกฤตก่อตัว หรือเกิดภัยพิบัติขึ้น เกิดผลลบด้านจิตวิทยา ผู้คนแตกตื่นพากันเทขายหุ้น ทำให้ราคาร่วงลงมาอย่างหนัก
ระยะที่ 2 : เป็นช่วงอึมครึม ไม่มีความชัดเจน ราคาหุ้นทรงๆ
ระยะที่ 3 : เป็นช่วงที่วิกฤตสิ้นสุดลง หรือคาดการณ์กันว่าวิกฤตจะจบ ก็เริ่มมีการซื้อหุ้น ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ จนทำนิวไฮได้

ตัวอย่าง Creative Destruction Model

เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.2535

KM603 06

ระยะที่ 1 : เป็นช่วงมีการชุมนุมยืดเยื้อ ขับไล่ บิ้กสุ ซึ่งมีการตอบโต้กันอย่างแข็งกร้าว ทำให้ผู้คนหวาดผวา เทขายหุ้นกันอย่างตื่นตระหนก
ระยะที่ 2 : เป็นช่วงรอดูความชัดเจน เซตอยู่ในช่วง 650 ไม่เกิน 700 จุด
ระยะที่ 3 : หลังจากบิ้กสุออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตลาดหุ้นคึกคัก SET Index ทำนิวไฮที่ระดับ 1,000 จุด และหลังจากพฤษภาทมิฬราว 6 เดือน เซตทำจุดสูงสุดที่ 1,789.16 จุด

เหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ปี 2554

KM603 07

ระยะที่ 1 : เกิดการเทขายหุ้นอย่างตื่นตระหนก ช่วงเตือนตุลาคมจาก 1,150 จุด ลงมาที่ 843 จุด
ระยะที่ 2 : ระหว่างรอการแก้วิกฤตน้ำท่วม ตลาดซึมตัวในกรอบ 850-1,000 จุด ช่วงตุลาคม-ธันวาคม
ระยะที่ 3 : หลังจากผ่านพ้นน้ำท่วม และน้ำไม่ท่วมใจกลางกรุงเทพฯอย่างที่คาด เซตทำนิวไฮที่เขต 1,200 จุด ในเดือนเมษายน 2555

เหตุการณ์ กปปส.ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ปี 2557

KM603 08

ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระยะเช่นเดียวกัน และไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการเมือง หรือ ภัยพิบัติต่างๆ ก็ได้โมเดลในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่ช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ หรือ หาจังหวะในการซื้อขายหุ้นได้

ในปัจจุบัน มีการนำระบบ AI Robottrade มาใช้ในการซื้อขายหุ้นมากขึ้น เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางด้านจิตวิทยาของมนุษย์ ซึ่งเป็นการซื้อขายหุ้นโดยยึดหลักข้อมูลทางสถิติ และเงื่อนไขที่ตั้งได้ ไม่มีเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ในการเทรดหุ้น ซึ่งในอนาคตหากใช้ระบบเทรดโดยใช้หุ่นยนต์ 100 % ก็อาจเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ให้เราได้ศึกษากันต่อไป

เอกสารอ้างอิง

[1] หนังสือเรื่อง “การลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์เงินเดือน” โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ,ซีเอ็ดยูเคชัน , 2558

[2] หนังสือเรื่อง “จับจังหวะหุ้นด้วยปัจจัยเทคนิค” โดย อภิสิทธิ์ ลิมศุภนาค ,ซีเอ็ดยูเคชัน , 2558

[3] หนังสือเรื่อง “จิตวิทยามวลชนในตลาดหุ้น” โดย ณัฐวุฒิ รุ่งวงษ์ , เอ็ดดูเคชั้น ไมน์ด ไลน์ มัลติมีเดีย , 2559